amber's profile<<Amber>>PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 05

    2009 Resolutions

    Wow! It's been a year, already!!! Can't believe it! Time flies...
     
    Ok. First, let's check last year's resolutions.
    1. Get a Master degree in Finance and Economics from LSE ( must!!!) >> Checked, yeah ^^
    2. Study gradually>>Everyday?? (Yeah...Right...) >>Checked, I guess..:P
    3. Get to know more people >>Yep (In London and the new workplace)
    4. Smile a lot >> hmm..not as much as I want to
    5. Make the most of my time in the UK >>Definitely...but I need more time :P
    6. Feel good about myself  >>Not really..
    7. Stop all my bad habits >> working on it
     
    For 2009's resolutions:
    1. Try to find the job that I wanna wake up for everyday...maybe not this year though (not until Nov, at least). So I'll try to love my current job instead...
    2. Figure out about what to do with my life (PhD. or MBA or nothing at all?, scholarship or no more? gov. or private sector?)
    3. Get to know more people
    4. Smile a lot and be happy
    5. Improve my bad habits
     
    We'll see...
     
     
    January 05

    New Year's resolutions

    I hope it's not too late to set my New Year's Resolutions now.
     
    1. Get a Master degree in Finance and Economics from LSE ( must!!!)
    2. Study gradually>>Everyday?? (Yeah...Right...)
    3. Get to know more people
    4. Smile a lot
    5. Make the most of my time in the UK
    6. Feel good about myself
    7. Stop all my bad habits
     
    Just wait and see!!!
     
    PS. 3 & 4 have been my New Year Resolutions every year.
    December 05

    Mock Exam!!!

                      Today, I've just finished the Mock Exams (Econometrics yesterday, and Micro today). I did worked hard, at least I thought I did....but all I can say is...Terrible!. I'm not well-prepared at all. But look on the bright side, according to class teacher, all the mock exam matters is that it tells you how harder you have to work for the final exam, that's what it's for anyway. Moreover, I've push myself over the limit. Today, I've had mock exam at 9, Micro lecture at 10-12, Risk Analysis class 12-13, Econometrics class 13-14, Quantitive for Finance 16-19, I just ran from building to buiding. When I got home, I'm totally exhausted!! 
                    
                     Well!, I can't complain anything anyway, since everyone at the LSE is pretty much in the same situation or even worse. LSE really expects a lot from us. I keep asking myself the same question "Do I belong here?". How come I always feel like I'm shrinking and shrinking everytime that I'm in lectures or classes. It seems like, no matter how hard I try, it's never enough for the LSE. I've never studied this much in my life, but I'm still falling behind... How harder should I try, then? I can't even imagine what it's gonna be liked in June, when I have both the Final exams and dissertation to finish all at the same time.
                    
                     For now, let me just enjoy my Christmas holiday (actually, the holiday wouldn't begin until next Friday but I've decide to start my own holiday from now on!). I'm really looking forward to going back to Thailand. There're still 2 more Mock exams waiting for me on the second week of the Lent term T_T               
     
                     Miss you naka Mom and Dad and Ohm and all my friends.
     
    October 04

    Life in London

    หลังจากที่เพื่อนๆหลายคนทวงสัญญาให้เราเขียนบลอก ในที่สุดวันนี้ก็ได้ฤกษ์มาทำตามสัญญาซะที เริ่มไงดีล่ะ!
     
    ตอนนี้เราก็อยู่ London มาครบ 1 เดือนพอดี มาถึงอาทิตย์แรกๆ ก็วุ่นวายกันไปตามระเบียบ ทั้งซื้อของนั่นนี่ เปิด Bank account สมัครบัตรอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด register ต่างๆ พอขึ้นอาทิตย์ทีสองก็เริ่มเรียน presessional course ทันที แบ่งเป็น 4 วิชาย่อยๆ คือ Revision Math, Math for Micro, Stat and Prob แล้วก็ Quantiative for finance เรียนทั้งหมดนี่ภายใน 3 อาทิตย์(เยอะเนอะ++) เรียนทุกวัน ทำการบ้านส่งทุกคน วันนึงหลายวิชา มันก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา ไอ้เราก็ไม่ได้ถนัด Math ซะด้วยสิ ดีนะเนี่ยที่มีอู๋มาเรียนด้วย ม่ายงั้นเราแย่แน่ๆ ต้องขอบคุณอู๋มา ณ ที่นี้ด้วย 55 แล้วพอครบ 3 อาทิตย์ก็มีสอบอีกแน่ะ แทบบ้ากันไปข้างนึงเรย เพราะว่าก่อนวันสอบ2 วัน เราต้องย้ายห้องไปอยู่ห้องใหม่ (ไฉไลกว่าเดิม55) วุ่นวายสุดๆ หนังสือแทบไม่ได้อ่าน ยังดีที่เค้าไม่มีการว่าตกแล้วจาอดเรียน ก็เลยไม่ต้องซีเรียสมาก แต่เราก็อดเครียดไม่ได้อยู่ดี เหอเหอ(ก็คนอื่นๆเค้าเก่งการหมดนี่นา มีเรานี่แหละโง่สุดแระ) แต่การสอบก็ผ่านพ้นไป และเราก็มีเวลาว่างกะเค้าซะที ได้เที่ยวเล่น ไป Park และก็Shopping กระจายมากอะ ใช้เงินรวมกัน3-4 วันนี้ มากกว่าใช้มา 3 อาทิตย์อีก (แย่ๆ) พยายาม enjoy life ช่วงนี้ให้มากที่สุดเพราะคงไม่มีเวลาว่างยังงี้อีกแล้วไปอีกนานนนนน
     
    มาอยู่ที่นี่ เรียกได้ว่าแทบจะไม่เหงาเลยนะ(อาจจามีบ้าง ตอนที่AF เพิ่งจบใหม่ๆ 55)  คนไทยเยอะยังกะอยู่เมืองไทยแน่ะ ที่อยู่หอเดียวกันตั้ง 6 คนแล้ว และก็ที่อื่นอีก คนไทยเยอะสุดๆเลย ทำให้ตอนนี้พูดแต่ภาษาไทยเกือบทั้งวันเรย -_-''   และเพื่อนๆพี่ๆ ทุกคนที่เจอแต่ละคนนี่ก็ระดับเทพทั้งนั้น รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รู้จักกับบุคคลเหล่านี้ (ทั้งที่เรียนอยู่ LSE และก็เครือข่ายอื่นๆด้วย)
     
    อยู่มาเดือนนึงก็รู้สึกว่าเราโตขึ้นเยอะเรยนะ เพราะอยู่ที่นี่ต้องทำไรเองหมดทุกอย่าง รู้สึกว่าเวลามันมีน้อยจัง ต้องจัดตารางเวลาดีๆ ต้องวางระบบชีวิตใหม่หมดเรย แต่คิดว่าตอนนี้ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วแหละมั้ง ตอนนี้ก็คงต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการเรียนจริงจังในช่วงเปิดเทอม (วันจันทร์นี้ละ)
     
    สุดท้ายนี้ ก็อยากจาขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนที่คิดถึงเราน้า เราก็คิดถึงทุกๆคนเรย แล้วก็คิดถึงบ้าน คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ด้วย ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เสียตังค์ส่งเสียเรามาเรียน เราก็จาตั้งใจเรียนเต็มที่ ขอให้จบเห๊อออออ สาธุ (อวยพรตัวเองซะงั้น55)
     
     
    August 01

    LSE Summer School

    I've been in London for 10 days now. The first week was horrible! I have a cold since I was in Thailand but I developed a fever 38 C since last Wednesday(It costs me 35 Pounds to see the doctor and another 20 Pounds for the medicine). The weather is like 15 C, don't feel like summer at all. Econometrics is super hard!!!! and I can't study coz I was too sick T_T . I don't understand the lecture at all. I was SO worried and almost giving up but thanks to my mother, I finally feel better and got to study during the weekend. Today, the Midcourse Exam has just passed, I think I can do some of it, I guess. Well, we'll see what happen. Anyway, no time to fool around, Final Exam is coming in 10 days!! 
    July 15

    วันรับปริญญาของฉัน

             วันศุกร์ที่ 13 กรกฏาคม 2550 เป็นอีกหนึ่งวันที่เราจะจำไปตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่การตื่นมาแต่งหน้าทำผมตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง ออกจากบ้านไปถึงจุฬา6.20 ก็รีบไปที่เตนท์ เจอเพื่อนๆหลายคนสวยจนจำไม่ได้ เมาท์กันสนั่นเตนท์รอเวลาเข้าหอประชุมตอนเกือบ 7 โมงครึ่ง เข้าหอประชุมไปก็ยังเมาท์กันต่อยังกะไม่เจอกันมาสิบปี ซักพักเพื่อนๆหลายคนก็เริ่มใช้เวลาว่างด้วยการพักสายตา พอประมาณ8.30 ก็มีคณะนักร้องประสานเสียงมาร้องเพลงให้ พอขึ้นเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ ทุกคนก็ลุกขึ้นยืน เราฟังไปก็ขนลุกไป ยังจำตอนวันปฐมนิเทศที่ได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกได้ก็มีอาการขนลุกแบบเดียวกันนี่แหละ ฟังกี่ครั้งก็ขนลุกทุกครั้ง เพลงต่อๆมาก็ช่างเศร้าเข้ากับบรรยากาศดีเหลือเกินจนเราถึงกับน้ำตาซึม ลาแล้วจามจุรี...
             เวลาประมาณ9 โมง สมเด็จพระเทพฯก็เสด็จมาแล้วก็เริ่มพระราชทานปริญญาทันที ทำไมวันนี้ถึงรู้สึกว่าถึงแถวเราเร็วกว่าวันซ้อมก็ไม่รุ พอถึงตอนที่เราขึ้นไปบนเวทีก็เหมือนกับว่าเราเดินไปตามจุดโดยไม่ค่อยรู้ตัว จังหวะที่เรายื่นมือไปรับกับพระหัตถ์นั้นเหมือนกับเราชะงักไปชั่วขณะหนึ่งเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น แล้วเราก็ทำตามขั้นตอนต่อไปโดยไม่ค่อยรู้ตัวอีกเช่นเคย เหมือนลอยๆตลอดทาง จนมาถึงที่นั่งเหมือนสติพึ่งกลับมาอีกครั้ง ดีใจจังที่ผ่านไปได้ด้วยดี แล้วก็นั่งรอให้คณะแพทย์และบัญชีรับจนเสร็จ ถวายคำปฏิญาณ แล้วก็รับฟังพระราโชวาท แล้วก็ส่งเสด็จ แล้วก็ทยอยกันออกจากหอประชุมไปเป็นประกระป๋องบัณฑิตอยู่ข้างหอประชุมซักพัก ก็เดินไปถวายบังคมพระรูป ร.5และ ร.6 ดีใจจังเพราะวันปฐมนิเทศน์เราไม่ได้ถวายบังคมอ่า
             เสร็จจากถวายบังคมก็เดินไปหาคุณพ่อ คุณแม่ คุณน้องและคุณลุงที่มารอถ่ายรูปอยู่แถวป้ายคณะวิศวะและก็เดินไปถ่ายที่ตึกเทวาลัยเล็กน้อย ขอบคุณคุณลุงประยูรมากมายที่ให้เกียรติมาร่วมแสดงความยินดีค่ะ พอเห็นว่าฝนใกล้จะตกก็เลยรีบจ้ำกลับคณะ ไปพักกินข้าวกันก่อนแล้วก็ค่อยไปถ่ายรูปกันต่อ มีพี่ต้นกับพี่กิ๊ฟมาถ่ายรูปด้วย ขอบคุณสำหรับช่อดอกไม้ ตุ๊กตาและของขวัญค่ะ (ชอบมากๆค่ะ) แล้วก็มีอาต๋อยมาถ่ายรูปด้วย แล้วก็ the gang จากวิศวะด้วย Thank you จ้า แล้วก็เป็นคิวของสายรหัสที่รวบรวมกันมาเกือบ 10 ชีวิตทั้งสายตรงได้แก่ น้องใหม่37 น้องจิ๊ก38 และน้องอุ๋ย40 ส่วนสายบุญธรรมคือน้องอ๊อฟ37 น้องมุก38 น้องลูกเกด38 น้องพีซ39 น้องตาล39 และก็น้องพดด้วง40(ดีใจมีสายรหัสเป็นดารากะเค้าด้วย 55) ขอบคุณน้องๆทุกคนค่า ถ้ามีโอกาสเด๋วพี่พาไปเลี้ยงอีกรอบ รอพี่กลับมาก่อนนะ แล้วก็ยังมีพี่กอล์ฟกับพี่ยู้ที่สละเวลามาถ่ายรูปด้วย เสร็จแล้วก็ระดมถ่ายกับเพื่อนในคณะไปเรื่อยๆ กะเก็บให้ครบทุกคนเหอเหอ ถ่ายไปถ่ายมาจนเหนื่อยก็ไปนั่งพักที่โต๊ะที่คุณแม่และคุณน้องนั่งรออยู่ จนเกือบ4โมงครึ่งอ้อแอ้เลิกเรียนและกิ๊บก็อุตส่าห์มาจากศิริราชก็มาถ่ายรูปด้วย ขอบคุณมากมายที่มาแสดงความยินดีกะเราตั้ง 2 วันเรย แล้วก็มีแกมกับแหวนด้วยมาร่วมแจมเล็กน้อย จนประมาณ 5 โมงกว่าๆพ่อก็มารับกลับบ้าน กลับไปก็สลบตามระเบียบ
            วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม วันนี้จัดงานเลี้ยงมื้อเย็นที่บ้านเป็นญาติของคุณแม่กว่า 30 คน เราก็ใส่ชุดครุยถ่ายรูปกับญาติที่ยังไม่ได้ถ่ายรูป แล้วก็กินเลี้ยงมื้อเย็นกัน โดยงานคราวนี้ถือว่าเลี้ยงวันเกิดคุณพ่อไปด้วยพร้อมๆกัน ก็เลยมีการเป่าเค้กกันด้วย แล้วก็ไปแกะของขวัญโดยมีหลานของเราช่วยกันแกะ ขอบคุณสำหรับของขวัญทุกชิ้นนะคะ  แล้วเวลาประมาณ4ทุ่มทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
            วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม วันนี้จัดงานเลี้ยงมื้อกลางวันที่บ้านเป็นญาติของคุณพ่อประมาณ 30คนอีกเช่นกัน (ญาติเยอะแมะ?) เราก็ใส่ชุดครุยมาถ่ายรูปอีกเหมือนกัน (ชุดครุยเริ่มจะมีกลิ่นแล้วนะ 55) แล้วก็มีการเป่าเค้กอวยพรวันเกิดให้คุณพ่อด้วย (วันนี้มีเค้ก 2 ก้อนแน่ะ!)กินเลี้ยง 2 วันติดถึงกับอิ่มไปอีกหลายวันเรย แต่ยังไงๆก็ขอขอบคุณญาติๆทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดีนะคะ         
     
    สุดท้ายนี้ก็คงต้องขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากๆค่ะที่ทำให้แอมมีวันนี้ได้ ขอบคุณสำหรับทุ่มเทที่มีให้แอมกับทุกๆเรื่อง แอมจะตั้งใจเรียนโทให้จบโดยเร็ว และก็กลับมาจะรีบทำงานเพื่อเอาเงินเดือนเดือนแรกไปอวดคุณพ่อคุณแม่ให้ได้ค่ะ อ้อ! ขอบคุณคุณน้องชายสุดที่รักที่คอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอๆด้วย ตั้งใจเรียนนะ เด๋วอีก2ปีแอมจะคอยถือของให้ตอนโอมรับปริญญานะ
     
    July 03

    วันถ่ายรูปรับปริญญา

    วันเสาร์ที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมาก็เป็นวันถ่ายูปรับปริญญาของเรา ต้องตื่นตั้งแต่ตี4มาแต่งหน้า ทำผม(เกิดเป็นผู้หญิงนี่ลำบากเนอะ!) ออกจากบ้าน6โมงกว่าก็ไปถึงจุฬาประมาณ7โมง ช่างกล้องเราก็มารออยู่แล้ว ชื่อพี่กอล์ฟ แล้วก็เริ่มถ่ายกันเรย แรกๆก็ถ่ายกับพ่อแม่น้องที่แถวๆคณะก่อน แล้วก็ค่อยเดินไปที่ตึกเทวาลัย ที่นั่นคนเยอะมากๆ แล้วก็เดินไปถ่ายต่อแถวหน้าเสาธงแล้วก็พระรูป ระหว่างทางก็เจอเพื่อนๆหลายคนที่ได้นัดหมายกันมาก่อน บางคนเพื่อนตั้งแต่ทุมวัน บางคนก็เพื่อนที่เตรียมที่ไม่ได้คุยกันมาน้านนาน ก็ได้มาเจอกันวันนี้หล่ะ แล้วก็มีญาติๆพี่ๆมาถ่ายด้วย ขอบคุณพี่ปอม พี่จอยมากค่ะที่อุตส่าห์เดินมาจากสยามเพื่อมาถ่ายรูปกับเรา ชอบคุณพี่ตุ๊ พี่เล็กสำหรับช่อดอกไม้นะคะ แล้วก็เดินกลับไปถ่ายแถวอักษรอีกครั้งกับเพื่อนๆวิดวะ แล้วก็เดินกลับมาที่เสาธงอีกครั้งมารับเพื่อนๆที่หาทางไปอักษรไม่เจอ ขอบคุณอ้อแอ้ กิ๊บ แนน จอย ยูกะที่มาถ่ายรูปกับเราน้า เด๋วอีก 2 ปี เราจะไปถ่ายรูปด้วยนะจ๊ะ ว่าที่คุณหมอทั้งหลาย ขอบคุณอาโกวที่หอบช่อดอกไม้ใหญ่ยักษ์มาให้นะคะ ช่วงนี้เราก็เหนื่อยจากการเดินกลับไปกลับมา ก็เลยนั่งพักอยู่ที่หลังพระรูป (ช่วงนี้เป็นช่วงที่พลาดการถ่ายรูปกับเพื่อนๆไปอีกนับสิบคน เสียใจจิงๆ ฮือฮือ!) ระหว่างนี้ก็มีเพื่อนจาก NIP มาถ่ายรูปด้วย ขอบคุณนะ แอน เค้ก ฟ้า เอิ้น แล้วก็มีปุยกับบัดดี้ที่เอาช่อดอกไม้และของขวัญมาให้ Thank You มากๆจ้า ซักหักพอหายเหนื่อยก็เลยเดินกลับไปที่อักษรอีกครั้ง ได้ไปถ่ายรูปขำๆกับเพื่อนๆ สุ วิน แวว กลาง ซัน ฯลฯ พอใกล้จะ 13.30 ก็รีบกลับมาตั้งแถวรอถ่ายรูปขึ้นแสตนด์ ก็เลยเพิ่งได้เจอเพื่อนๆในคณะ สนุกสนานโวยวายกันพอสมควร พอลงจากแสตนด์ก็เลยได้ฤกษ์ถ่ายรูปรวมกลุ่มเราซะที (แต่ไม่ครบคนอ่า เกอหายปายหนาย) ตอนนี้เริ่มเกิดอาการเมื่อยขาและปวดเท้าแล้ว ก็เลยเดินถ่ายรูปแถวเสาธงซักพักก็เดินกลับคณะ (ด้วยรองเท้าแตะ) กลับไปถึงคณะก็คนเยอะแมกซ์ ก็เลยคึกขึ้นมาอีกรอบ ถ่ายรูปกับเพื่อนๆอีกเยอะแยะ (แต่ยังขาดอีกเพียบเลยนะ) ทำท่ากระโดดกันจนปวดเท้าไปเรย หลายรอบมาก เป็นท่ายอดฮืต แล้วก็มีพี่รหัสมาเซอร์ไพรส์ถ่ายรูปด้วย ขอบคุณพี่โบว์มากๆค่ะ ถ่ายไปถ่ายมาจนประมาณสี่โมงครึ่งก็เกินกว่าเท้าของเราจะรับได้ ก็เลยบอกพี่ช่างกล้องว่าพอแค่นี้ละกาน แล้วเราก็เลยกลับบ้าน พอขึ้นรถก็ตกใจสุดขีดเมื่อเห็นช่อดอกไม้กองโตที่ได้รับวันนี้ ขอบคุณญาติและเพื่อนๆทุกคนสำหรับช่อดอกไม้นะคะ (คิดว่ารวมแล้วได้ประมาณ 9 ช่อได้!!!!) ขอบคุณสำหรับของขวัญทุกชิ้น แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือขอบคุณทุกๆคนที่มาร่วมถ่ายรูปและยินดีกับเรา ทั้งคนที่ตั้งใจมาและก็เจอกันโดยบังเอิญ ทั้งคนที่ได้เอ่ยชื้อและไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ ณ ที่นี้ เรารู้ว่ามันยากแค่ไหนกับการที่ต้องตื่น แต่งตัวออกจากบ้าน ฝ่ารถติด และฝ่าฝูงชนเพื่อมาถ่ายรูปด้วยกัน ขอบคุณจากใจจริงเลยค่ะ แล้วก็ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนบัณฑิตใหม่ทุกคนด้วยจ้า +++Congratuations!+++
     
    ปล.1 เพื่อนที่ยังไม่ได้ถ่ายรูปด้วยกัน ยังมีวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.อีกวันนะจ๊ะ เวลา 12.00 เป็นต้นไปน้า แต่ถ้ามาไม่ได้ก็มะเปงไรจ้า
    ปล.2 ตอนนี้นิ้วเท้าข้างซ้ายของเรายังไม่หายชาเรยอ่า! แย่แร้ว!!
    ปล.3 เด่วถ้าได้รูปมาแร้วจะเอาให้ดูน้า ถามพี่กอล์ฟตอนครึ่งเช้าว่าถ่ายไปกี่รูป เค้าบอกว่า เยอะจนขี้เกียจนับ!! >> เออ! ใครสนใจช่างกล้องเราติดต่อได้น้า เห็นหลายคนบอกสนใจ 55 
    June 06

    กพ. + กรุงไทย

            ผ่านไปแล้ว สำหรับการสอบสัมภาษณ์ทุนทั้งหลาย(ที่จิงก็แค่ 2 ทุน 55) เริ่มจากเมื่อวันเสาร์ไปสอบสัมภาษณ์ทุนกพ.มา เป็นทุน Finanical Economics ไปถึงตอนแรกนั่งรวมกันหมด ก็ให้ทำข้อสอบ EQ ก่อน ต่อด้วยเขียน essay หัวข้อ what do you think is the most important feature that the new constitution should have? 20 นาที 1 หน้า เส็ดแล้วก้อไปนั่งรอหน้าห้องแยกตามทุน 5 คน เพื่อเข้าทำ Discussion กลุ่มในเรื่องที่เขียน essay มา โดยมีกรรมการทั้ง 5 นั่งฟังล้อมรอบเราอยู่ ประมาณครึ่งชั่วโมง เส็ดแล้วก็กลับไปรอหน้าห้องใหม่ แล้วเราเป็นเบอร์ 1 ก็ถูกเรียกเข้าไปคนแรก กรรมการมี 5 คน พี่ที่สอบด้วยกันเค้าบอกว่าจะเป็นนักจิตวิทยา 1 อาจารย์ภาษาอังกฤษ 1 คนจากกพ.1 คนจากสศช. 1 และก็นักวิชาการ 1 (ซึ่งเป็นอาจารย์ที่คณะเราเอง แต่เราไม่รู้จัก) เข้าไปถึงเค้าก็ถามๆๆโดยถามและตอบเป็นภาษาอังกฤษกว่า 95 % โดยเฉพาะอาจารย์ ถามเรื่อง Econ มากสุด เรื่องนโยบายเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลที่แล้วกับรัฐบาลนี้ ถามทฤษฏ๊ ถามว่านโยบายรัฐบาลที่แล้วไม่ดียังไง นโยบาย Populism มันผิดตรงไหน ถามว่าถ้าเราได้เงิน 1 ล้านมาฟรีๆ จะเอาไปทำอะไร ให้คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจอีก2ปีถ้านายกยังเป็นคนเดิม ถ้าเปลี่ยนนายกรู้ได้ไงว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น มันจะต่างกันเหรอ ตรงนี้จี้เยอะมั่กๆ ( ขอย้ำว่าเป็นภาษาอังกฤษเกือบหมดด้วย)แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นที่อาจารย์ถามว่าทำไมถึงได้ Econometrics C+ ล่ะ OMG! อะไรจะแทงใจดำขนาดน้าน ถ้าอาจารย์ไม่พูดขึ้นมากรรมการคนอื่นก็คงไม่สังเกตหรอกนะคะ อาจารย์ ไม่ได้ช่วยกันเล้ย! ส่วนกรรมการคนอื่นๆก็ถามคำถามธรรมดาที่คาดการณ์มาแล้ว เช่น ทำไมถึงคิดว่าตัวเอง Qualified จะได้ทุน ทำไมอยากทำงานราชการ เงินเดือนน้อยทำได้มั้ย บอกจุดเด่นจุดด้อยมา รู้มั้ยหน่วยงานนี้เค้าทำอะไร แล้วอยากทำอะไร ได้ยูแล้วรึยัง ถ้าไม่ได้ทุนจะไปเรียนมั้ย ฯลฯ สัมภาษณ์ประมาณ 35 นาทีได้ ก็ปล่อยเราออกมา ตอนออกมาใหม่ก็ยังมึนๆ แต่ก็คิดว่าพอไหว แต่เวลาผ่านไปประมาณ 3 วัน ทำไมมันถึงค่อยๆนึกขึ้นมาได้ว่า ตรงนั้นก็ตอบไม่ดี ตรงนี้ก็ไม่น่าตอบไปงั้นเรย ไปๆมาๆก็เริ่มทำใจแระ ว่าอย่าไปหวังอะไรมากเรย เส็ดแล้ววันนั้นก็ไปพารากอนต่อ โดยใส่ชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาว กระโปรงดำน่ะแหละ เดินสยามวันเสาร์ด้วยชุดนั้น หึหึ เดินกะเพื่อนๆแล้วเหมือนแม่พาลูกๆมาเที่ยวเรย (ดีนะทีเอาสูทออกแล้ว) นัดเพื่อนไปกินข้าวกันก่อนลูกไม้ไปอเมริกา แล้วก็ไปร้องเกะกันต่อ สนุกมากมาย ไม่รู้จะได้ไปด้วยกันยังงั้นอีกเมื่อไหร่เนอะ
           แล้วก็วันนี้ก็ไปสัมภาษณ์ทุนกรุงไทยอีกรอบกับผู้บริหารมา รอบเรานัดบ่ายโมง เราก็ไปเร็วอีกตามเคย ไปตอนเที่ยงตรง เจอพี่ 2 คนที่เพิ่งสัมภาษณ์เส็ดรอบเช้า เราก็ไปนั่งรออยู่คนเดียวนานmax อีกแล้วได้สัมภาษณ์ตอนบ่ายโมง 15 เข้าไป คราวนี้เป็นภาษาไทยหมด มีผู้บริหาร 5 คน คำถามส่วนใหญ่ที่ธรรมดามากๆ แบบพวกแนะนำตัว กิจกรรม ข้อเด่น ด้อย อนาคต เรื่องยูไรงี้ แต่แบบว่าเค้าเว้นระยะแต่ละคำถามนานมาก เหมือนไม่รู้จะถามอะไร หรือเราอาจจาไม่น่าสนใจพอ เลยก่อให้เกิดความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นเป็นระยะๆ จนในที่สุดเค้าก็มองหน้ากันไปมาแล้วก็พยักหน้าว่าคงแค่นี้ค่ะ ขอบคุณมาก แต่หลังจากนั้นเราได้คุยกับพี่คนที่สัมภาษณ์ต่อจากเรา พี่เค้าก็บอกว่าเป็นแบบ เว้นคำถามนานๆเหมือนกันเรย! ก็แปลกดี เหอเหอ
           ตอนนี้ก็เสร็จสิ้นภารกิจสอบทุนแระ ภารกิจต่อไปก็คงจะเป็นการอ่าน Econometrics เตรียมไปเรียน Summer แล้วหล่ะ!!
    May 28

    สัมภาษณ์ทุนกรุงไทย

    วันนี้ไปสัมภาษณ์ทุนกรุงไทย(ซึ่งไม่รู้ว่าผ่านข้อเขียนมาได้ไง) มา ที่จิงก็ไม่ได้กดดันอะไรมากมายเพราะว่าถึงจะได้ทุน แต่เค้าก็ไม่ให้เราไป LSE  อยู่ดี ที่แอบเครียดนิดหน่อบก็ตรงที่ไม่รู้จะใส่อะไรไปดี สูทหรือไม่สูทดีนะ อืมม สูทที่มีก็สีดำไม่เท่ากันกับกระโปรง เสื้อข้างในก็ไม่รู้จะใส่อะไรดี แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจใส่เอาสูทไปเผื่อด้วย พอไปถึงก่อนเวลา คือเค้าบอกว่าเรารอบ 11 โมง แต่ให้ไปตอน 10 โมง แต่เราก็ไปก่อนเวลาอีกคือไป 9 โมง หึหึ รอจนก้นแฉะกันไปข้างนึงเรย แต่ที่จิงก็ดีนะ ได้ไปนั่งรอกับคนอื่นๆที่มารอสัมภาษณ์เหมือนกัน (ผู้หญิงใส่สูทกันเกือบหมดเรย) ประมาณ 10 คนได้ ส่วนใหญ่ทุกคนจะทำงานกันแล้วหมด มีแค่เรากับอีกคนนึงที่เพิ่งจบ (อีกคนจบวิดวะ-คอม จุฬา) แล้ว 11 คนแรกก็เป็นคนที่ได้ยูแล้วทั้งนั้น ถามๆดูก็มีคนได้ Finance กับ MBA ที่ Manchester 2-3 คน แล้วก็มีได้ MBAที่ Duke กับ Chicago แล้วก็มีคนได้ยูที่ญี่ปุ่น แล้วมีคนรอสัมภาษณ์ที่ LBS ด้วย แล้วก็ยังมีได้ Financial Engineering 2 คน โอ้! แต่ละคน profile สุดยอดทั้งนั้น ก็มีจบจากบัญชี จุฬามั่ง วิดวะ จุฬา 4-5 คน เสดสาด จุฬาแค่ 2 คน(เรากับพี่รุ่น 43 คนนึง) แล้วธรรมศาสตร์อีก 2-3 คน นั่งรอไปรอมาจนเบื่อ ประมาณ 11.45 เราถึงได้เข้าไปสัมภาษณ์ (คนหลังๆใช้เวลาน้อยลงประมาณคนละ 10 นาที คนแรกๆนานตั้ง 20 นาที) คนสัมภาษณ์เป็น ผอ.  fullbright เค้าก็ดูเป็นมืออาชีพมากๆ ขนาดผ่านมาตั้ง 10 กว่าคนแล้ง ก็ยังหน้าตายิ้มแย้ม ดู alert ตลอด อืมม สัมภาษณ์รอบนี้เป็นภาษาอังกฤษหมด แต่เราขอเล่าเป็นภาษาไทยละกันเนอะ
    Q: hello, how r u feeling?
    Me: a bit excited.
    Q: ถามเกียวกับเรื่องเรียน เรียนยังไงได้เกียรตินิยม ไรงี้
    Q:คุณได้ทักษะภาษาอังกฤษมาจากไหน เคยไปเรียน summer ที่ไหนรึป่าว  เรียนภาคปกติหรือภาคภาษาอังกฤษ
    Me: ตั้งแต่เรียนประถมที่วัฒนา (แล้วเค้าก็ถามเกี่ยวกับเรื่องรร.ประจำ)
    Q: ให้เปรียบเทียบระหว่างรร.วัฒนากับสาธิต ปทุมวัน
    Q: ถามเรื่องเรียนที่รร.เตรียมว่ามัน competitive มากมั้ย รู้สึกยังไง
    Q: ถามว่าทำไมอยากเรียนด้านนี้
    Q: ยังไม่ได้ offer จาก U ใช่มั้ย
    Me: เราก็เลยได้ที บอกไปว่าได้แล้วที่ LSE, IC, Warwick แต่ไม่อยู่ใน list ของ bankคราวนี้เค้าเลยหันไปถามพี่ที่เป็นคน
    ของกรุงไทย ว่า LSE ไม่อยู่ใน list เรอะ  แล้วก็ทำหน้าแปลกใจ เหอเหอ เข้าทางเราเรย
    Q: แล้วถ้าได้ทุนล่ะจะทำยังไง จะทำงานกับ แบงค์แล้วค่อย apply ใหม่ไปปีหน้ารึป่าว
    เราก็เลยบอกว่าก็คงต้องตัดสินใจอย่างหนักอะ
    Q: แล้วคราวนี้ก็ถามเกี่ยวกับเรื่อง loyaltyว่าคิดยังไง คนรุ่นนี้เค้าคิดกันยังไง ต้องอยู่กับบริษัทนานเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่า loyal ๖คำถามยาวมาก ฟังเกือบจาไม่รู้เรื่องแน่ะ อึ้งไปพักใหญ่เหมือนกัน)
    Q: แล้วก็คำถามสุดท้ายก็คืออีก 10 ปีข้างหน้า มองตัวเองเป็นยังไง
    แล้วเค้าก็บอกว่าคงหมดเวลาแล้วล่ะ แล้วก็ good luck เส็ดแล้วพี่ข้างนอกก็บอกว่าจะโทรไปบอกเรื่องวันสัมภาษณ์กับ Board อีกทีนึง (มีคนเล่าว่าสัมภาษณ์กับ board 8 คน  OMG!)
    แล้วเราก็ขึ้น BTS ไปพารากอนกินข้าวกับน้องแล้วก็ไปดู Pirate of the Caribbean: At world's end ที่มาบุญครอง หนังยาว max เดินเรื่องเร็วจนตามไม่ทัน งงมั่กๆ จำภาค 2 ก็ไม่ค่อยได้ ต้องรอดูใหม่ซัก3-4 รอบถึงจารู้เรื่องหมด
    เส็ดแล้วก็ไปหาพ่อที่BTSศาลาแดง โห รถติดกว่านี้มีอีกมั้ย! ติดอยู่บนสีลมประมาณชั่วโมงนึงได้ (พอดีน้องพก notebook มา ก็เลยพิมพ์ Blog นี้ในรถนั่นแหละ)
    เฮ้อ! วันเสาร์ก็ต้องไปสัมภาษณ์ทุนกพ.อีก แล้ววันที่ 6 ก็สัมภาษณ์กับ board อีกรอบ ไว้จามาเล่าให้ฟังใหม่ว่าเป็นยังไง
    PS.1 ถึงแม้จะไม่มีคนอ่าน เราก็ยังจะเขียนต่อไปอยู่ดี 55 เอาไว้กลับมาอ่านเองอีกซักปีสองปี คงจารู้สึกแปลกดี
    PS.2 กลับถึงบ้านตั้งเกือบ 3 ทุ่มแน่ะ! ใช้เวลาในรถประมาณ 2ชั่วโมงครึ่งจากสีลมมาพัฒนาการ OMG! OMG!
    May 06

    ตื่นเต้น ตื่นเต้น

    ช่วงนี้เขียนบ่อยเป็นพิเศษเนอะ
    วันนี้เป็นวันไปรับชุดครุยแหละ เพื่อนๆก็เลยนัดกันไปเจอกันด้วยเพราะว่าสุ กลับมาจากจีนพอดี นัดบ่ายโมงนะ แต่คนสุดท้ายที่มาถึงมาตอน 2 โมงครึ่ง เหอเหอ ไม่บอกว่าใคร ให้ทายเอาเอง พอครบก็นั่งแทกซี่กันไปที่ร้าน Excellence ที่ท่าพระจันทร์ เค้าก็ให้ลองทั้งกระโปรง เสื้อ แล้วก็เสื้อครุย ลองกันไปลองกันมาจนครบทุกคน แรกๆ ทุกคนก็ออกมาแบบ ทำไมกระโปรงมันยาวจัง แต่พอใส่กับเสื้อครุยและก็รองเท้า ก็ดูดีกันทุกคน ความรู้สึกตอนใส่ มันภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกว่า ในที่สุดเราก็ได้เป็นบัณฑิตจุฬากันแล้วนะ เย้เย้ เสร็จแล้วทุกคนก็หอบชุดครุยกันออกมาเดินท่าพระจันทร์ต่อ ไปกินโรตีมะตะบะ แล้วก็เดินชอปปิ้งแถวนั้น ชอปกันจนพะรุงพะรัง ทั้งชุดครุย ทั้งของที่ซื้อมา เป็นบ้าหอบฟางไปตามๆกัน แล้วก็เรียกแทกซี่กลับสยาม ขึ้นรถไฟฟ้าเกือบโดนประตูหนีบเพราะของเยอะเกิน กลับมาถึงบ้านก็ยังเห่อชุดครุยอยู่ รีบใส่ชุดครุยเต็มยศเดินไปทั่วบ้าน เดินไปอวดพ่ออวดแม่ แล้วยังบอกให้ช่วยถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย นี่ขนาดแค่วันรับชุดครุย ยังตื่นเต้นขนาดนี้ แล้ววันรับปริญญาจริงจะตื่นเต้นขนาดไหนเนี่ย!!
    May 03

    ชีพจรไม่ลงเท้า

        ช่วงนี้เราก็เข้าดูโหมดว่าง (ชั่วคราว) หลังจากภารกิจสอบทุนเสร็จสิ้นไปอย่างอนาถ เฮ้อ! ความหวังว่าจะได้ทุนของเราก็หลุดลอยไปด้วย อืมม ไหนๆก็ว่างแล้วเลยวางแผนกับเพื่อนซะดิบดีว่าจะไปเที่ยวทริปคนว่างกันซะหน่อย เลยตกลงกันว่าจะไปเกาะช้าง แพรก็จัดการจองที่พักเรียบร้อย เราก็อุตส่าห์ไปค้นข้อมูล อ่านพันทิพมาอย่างละเอียด แต่เจ้าพายุฤดูร้อนกับพายุดีเปรสชั่นนี่ดิ ดันเข้ามาตอนนี้พอดี ฝนก็ตกมันทุกวัน ทั้งวัน เราก็เริ่มรู้ชะตากรรมของตัวเอง ท่านพ่อท่านแม่จึงขอร้องแกมบังคับว่าอย่าไปเลยนะลูก ฮือๆ แล้วเราก็อดไปเกาะช้างด้วยประการละฉะนี้ ต้องมานั่งเหงา เศร้า(ฝนก็ตก)อยู่คนเดียว งืมๆ
        วันก่อนไปดู Spiderman 3 มาตั้งแต่วันแรกที่มันเข้าเลยนะเนี่ย บ้าเห่อกะเค้าเหมือนกัน เหอเหอ ชอบๆ ภาคนี้สนุกกว่าภาค 2 เยอะเลย แต่หนังยาวตั้ง 2ชั่วโมงกว่าๆแน่ะ สงสาร Harry ไม่น่าเลย ฮือๆ   เออใช่! ก่อนดูหนัง เราก็เดินสยามอยู่ดีๆ ก็เจอซัน ซันบอกว่ากะลังจะไปหาสุ เราก็เลยได้ไปเจอสุโดยมิได้นัดหมาย แปลกดีๆ ก่อนกลับต้องนัดเจอกันอีกทีนะ คิดถึงเพื่อนๆมากมาย 
     
    ปล. มีแต่เรื่องไร้สาระเนอะ ก็ตอนนี้มันยังว่างนี่นา ไว้วันหลังจะหาเรื่องมีสาระมาเขียนมั่งดีกว่า
    April 01

    บล็อกอันแรก

    นี่จะเป็นบล็อกอันแรกของเรา หลังจากที่ห่างหายกับการเขียนไดอารีมาเกือบปี เราก็ตัดสินใจว่าจะเริ่มเขียนมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี่ก็ขอเปลี่ยนเป็นเขียนบล็อกซะเรย (delay เนอะ?) ที่จิงเราก็กะว่าตอนไปเรียนต่อ จะเขียนบล็อกเพื่อบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆคนอื่นได้บ้าง แต่ไหนๆช่วงนี้ว่างก็เริ่มมันซะตอนนี้แหละ ต้องขอเกริ่นก่อนว่า แรกๆที่เห็นคนอื่นเขียนบล็อกกัน เราก็คิดในใจว่า ทำไมคนเราจะต้องมาเขียนเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นอ่านด้วย? และทำไมคนเราจะต้องมาอยากรู้เรื่องราวของคนอื่นล่ะ? ก็เลยไม่คิดจะเขียนหรือว่าอ่านบล็อกของใครเลย จนเมื่อไม่นานมานี้เกิดว่างจัด ก็ลองเข้าไปอ่านบล็อกของเพื่อนๆ แล้วก็ได้แรงบันดาลใจอย่างแรงจากเพื่อนหลายคน ทำให้เรารู้ว่าการได้รับรู้ประสบการณ์และเรื่องราวของคนอื่นก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ฉะนั้น เราก็จะพยายามแชร์ประสบการณ์ของเราบ้างละนะ เกริ่นนานจิง เอาล่ะ!
     
    ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เราได้ไปเข้าโครงการ NIP(New Investor Program) รุ่นที่ 11 บอกตามตรงว่าตอนที่สมัครไปก็คิดว่าสมัครไปขำๆ ยังไม่รู้จะได้ไปป่าว แต่แล้วความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
    จากวันแรก- เออ ไหนๆก็ว่างช่วงนั้น (อดไปค่าย) ลองไปดูซะหน่อย ขำขำ เด๋วคงโดด
    วันที่ 2- เฮ้อ! มีแต่อบรม เริ่มเบื่อ ลองไปต่ออีกสักวันสองวัน เผื่อจะได้รู้จักคนใหม่ๆ
    วันที่ 3-ทำไมมันเลิกดึกงี้ล่ะ ยังต้องมีกีฬาสี(โบล์ลิ่ง)อีก แปลกชะมัด
    วันที่ 4-5 - ซ้อมกีฬาสี เริ่มสนุก ไม่ได้ทำกิจกรรมแนวนี้มาตั้งนาน ชอบๆ
    วันกีฬาสี- สีฟ้า สีฟ้า ชนะเชียร์ เย้! หมูกระทะกับเพื่อนๆ หนุกจังๆ
    วันที่7- เฮ้อ! กลับมาอารมณ์อบรมอีกแระ เริ่มเหนื่อย ไหนจะต้องสอบรามอีก
    วันที่8 9 10- ทำรายงานบทวิเคราะห์ อยู่ดึกอีกแระ แต่ยังไงก็ต้องช่วยกันทำ ก็งานกลุ่มนี่นา
    วัน present- แต่ก็ผ่านไปได้แบบทุลักทุเล รู้ตัวอีกทีก็เหลือแค่ 2 วันก็จบแล้ว จะไม่ได้เจอเพื่อนๆอีกแล้ว แอบเศร้าแฮะ!
           ไม่น่าเชื่อเลยว่าความรู้สึกจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เพียงเวลาแค่ 2 อาทิดเท่านั้น รู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่ตัดสินใจมาและอดทนมาจนถึงวันนี้ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆเยอะมาก(ต่างคณะ ต่างมหาลัย ต่างชั้นปี) ได้ความรู้บ้าง(หลับบ้างคุยบ้าง) ได้ฟังประสบการณ์การทำงานในสายงานที่อยากทำ ได้มองเห็นเส้นทางชีวิตการทำงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอบคุณ NIP11 จากใจจิง
    NIP11 >>> เฮ้...เอ็ด